indochinaexplorer
Language Thailand Language English
Tel. 0-2814-9585      
0-2814-9586
บริษัท อินโดไชน่า เอ็กซ์พลอเรอร์ จำกัด
เราเป็นบริษัทผู้นำ ธุรกิจท่องเที่ยว
ในแถบเอเชีย และอินโดจีน
Yahoo Indochinaexplorer indochina_thailand
Skype Indochinaexplorer indochina_thailand
MSN Indochinaexplorer indochinaexplorer@
hotmail.com
QQ Indochinaexplorer @indochina
Line Indochinaexplorer indochina_thailand
linkedin Indochinaexplorer indochina_thailand
Service Categories
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์กัมพูชา เขมร
เสียมเรียบ นครวัด นครธม
ปอยเปต พนมเปญ พระตะบอง
บันทายสรี โฮจิมินห์ หมีถ่อ
ด่านช่องผักกาด พระตะบอง
ปิรามิดเกาะแกร์ บึงมาลา
นครวัด โตนเลสาป 2 วัน
โตนเลสาป นครวัด ประสาทตาพรหม
กาะกง พนมเปญ หาดสีหนุวิลล์
เสียมเรียบ
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์ลาว
ทัวร์ลาวเหนือ หลวงพระบาง
สะบายดีหลวงพระบาง
มนต์เสน่ห์เมืองลาวใต้ ปากเซ
ทัวร์ลาวใต้ คอนพะเพ็ง วัดพู ปากซอง
เวียงจันทน์ วังเวียง
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์พม่า
ย่างกุ้ง หงสาวดี สิเรียม
พุกาม มัณฑเลย์ ย่างกุ้ง
พระธาตุอินแขวน ย่างกุ้ง
เจดีชเวดากอง สิเรียม หงสาวดี
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์เวียดนาม
ฮานอย ฮาลองเบย์
เว้ ดานัง ฮอยอัน
ประสาทจามหมี่เซิน เว้ โฮยอัน
ล่องเรืออ่าวฮาลองเบย์
ซาปา ฮานอย
ฮานอย
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์จีน
เชียงของ สิบสองปันนา
ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์
ซีอาน วัดเส้าหลิน
คุนหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง
เซี่ยงไฮ้ หังโจว ล่องทะเลสาปซีหู
กุ้ยหลิน กว่างเจา
ปักกิ่ง กำแพงเมืองจีน
ไต้หวัน ไทเป หอเจียงไชค
มาเก๊า จู่ไห่ เซินเจิ้น
ช้อปปิ้ง ฮ่องกง เซินเจิ้น
นมัสการพระยูไล
อุทยานมรดกโลกจิ่วไจ้โกว
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์มาเลเซีย
เก็นติ้ง ไฮแลนด์ แอร์เอเชีย
เก็นติ้ง ปีนัง ปุตราจายา
กัวลาลัมเปอร์ ตึกแฝด Twin Tower
ทัวร์มาเลเซีย สิงคโปร์
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์สิงคโปร์
ช้อปปิ้งทัวร์สิงคโปร์ 3 วัน
สิงคโปร์ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ
ล่องเรือแม่น้ำสิงคโปร์ เมอร์ไลอ้อน
ไนท์ซาฟารี เจ้าแม่กวนอิม ออร์ชาร์ด
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์บาหลี อินโดนีเซีย
เที่ยวบาหลี เดนพาซาร์ 4 วัน
ทัวร์ภูเขาไฟ นมัสการเทพฮินดู
บุโรพุทโธ จาการ์ต้า บาหลี
จาร์กาต้าร์ บุโรพุทโธ บันดุง
ยอร์คจาการ์ต้า พราห์มบานัน
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  เที่ยวภายในประเทศ
ปาย แม่ฮ่องสอน ห้วยน้ำดัง
เชียงใหม่ เชียงราย
ดอยแม่สลอง ดอยตุง อ่างขาง
เกาะตะรุเตา หลีเป๊ะ
ดำน้ำดูประการัง เกาะรัง
ทะเลตรัง อันดามัน ลังกาวี
เกาะช้าง ดำน้ำชมประการัง
ดำน้ำหาดบ้านกรูด เกาะทะลุ
วังน้ำเขียว ปากช่อง เขาใหญ่
น่าน แพร่ ดอยเสมอดาว
ทุ่งดอกกระเจียว ป่าหินงาม
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  เที่ยวต่างประเทศ
  Indochinaexplorer  สัมมนา ดูงาน เป็นหมู่คณะ
Indochinaexplorer  จัดแพ็คเกจทัวร์เฉพาะกลุ่ม
Traveller's Tool Tip
- จองที่พัก โรงแรม
- จองโรงแรม นครวัด เสียมเรียบ
- จองรถ เช่ารถตู้ รถทัวร์
- ข้อมูลท่องเที่ยวจาก ททท
- ข้อมูลท่องเที่ยวกัมพูชา
- ข้อมูลประเทศพม่า
- ท่องเที่ยวเวียดนาม
- เมืองสำคัญจีน
- อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน
- สภาพอากาศ
 
 
ข้อมูลประเทศ   |   โปรแกรมทัวร์   |   สถานที่สำคัญ    |   

Untitled Document
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ
โฮจิมินห์ เวียดนาม โฮจิมิน
     เมืองโฮจิมิน(ไซ่ง่อน) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม เป็นเมืองใหญ่ที่น่าสนใจอีกเมืองหนึ่งของเวียดนาม ที่นี้คุณสามารถมองหาความแปลกใหม่ และ กิจกรรมมากมายให้คุณได้สัมผัส ที่ๆนักท่องเที่ยวส่วนมากจะแวะเวียนไปเยี่ยมเยียน ที่ ถนนเดเทรม เป็นที่ๆนักท่องเที่ยวอาศัยอยู่มากที่สุด แล้วคุณจะเพลิดเพลินกับสิ่งที่คุณจะได้เห็นจากถนนสายนี้

     ปัจจุบันโฮจิมินห์ซิตี้กำลังพัฒนาไปเป็นเมืองท่าที่สำคัญในเขตภูมิภาคเอเชีย สังเกตูได้จากจำนวนความหรูหราของโรงแรม ภัตตาคาร บนถนนสายสำคัญๆ ในย่านใกล้เคียงหลายแห่งกำลังรับเอาบรรยากาศของความทันสมัยเข้าไปอย่างรวดเร็วและที่พิเศษกว่าที่ใดก็คือในยามค่ำคืนบนถนนจะคลาคคล่ำไปด้วยสายธารของมนุษย์บนรถจักรยานยนต์
    
ไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ เป็นอดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ ที่เจริญรุงเรืองมาตั้งแต่อดีต แม้ภายหลังรัฐบาลคอมมิวนิสต์จะรวมประเทศแล้ว ที่นี่ก็ยังคงรุดหน้ากว่าเมืองใดในเรื่องของเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆมีอย่างครบครัน ทั้งในแหล่งผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค โรงงานต่างๆ ซึ่งผลิตเครื่องจักรเพื่อการเกษตร รวมทั้งเป็นศูนย์รวมทางธุรกิจของประเทศอีกด้วย ทำให้กลายเป็นแหล่งลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจและเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่

จัตุรัสโฮจิมินห์
     สถานที่ตั้ง บริเวณกลางเมืองโฮจิมินห์
     จุดเริ่มต้นของเมืองโฮจิมินห์ แนะนำให้มาเริ่มกันที่บริเวณกลางเมิงแห่งนี้ เพราะสามารถไปยังจุดอื่นได้ง่าย โดยจุดนี้จะมีรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์กับเด็กๆ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการเมือง ซึ่งดูแปลกตาในฝรั่งเศส มองจากตรงนี้จะเห็นได้ถึงความจอแจของเมืองใหญ่ เพราะที่นี่จะเป็นศูนย์กลางของเมืองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางทางการค้าอีกด้วย ประมาณสีลมของเมืองไทยเลยที่เดียว แต่รถไม่ติดเพราะรถยนต์มีน้อย แต่ว่ารถมอเตอร์ไซต์เยอะมาก เวลาข้ามถนนไปยังจุดต่างๆควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

โรงละคร
     สถานที่ตั้ง
มุมถนนเลเลย
     บริเวณกลางเมืองนอกจากกลางวันแล้ว ช่วงกลางคืนยังมีความเคลื่อนไหวอย่างร่าเริงอีกด้วย โดยเฉพาะบริเวณลานน้ำพุที่จะมีคนเวียดนามและชาวต่างชาติมานั่งพักผ่อนกันทุกคืน และสุดลานน้ำพุมองไปจะเห็นที่ตั้งของโรงละครที่ชาวเวียดนามเรียกว่าโดรงละครยาฮัดแถงห์โฝ ซึ่งหันหน้าออกถนนดงเค่ย ระหว่างโรงแรมคาราเวลล์และโรงแรมคอนติเนนตัล โรงละครแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2402 เพื่อใช้แสดงอุปรากร แต่ถูกได้ใช้เป็นสำนังานใหญ่ของสภาแห่งชาติเวียดนามใต้ ทุกวันนี้ได้กลับไปทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์เดิมและทุกๆสัปดาห์จะมีรายการจัดแสดงที่ต่างๆกันไป

โบสถ์นอร์ทเธอดาม เวียดนาม โบสถ์นอร์ทเธอดาม
     สถานที่ตั้ง
บริเวณกลางเมืองโฮจิมินห์บนถนน HanThuyen
     สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม โดยในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านหน้าสูง 40 เมตร เป็นเอกลัษณ์ที่แสนสง่างามของโบสถ์แห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี
     สำหรับโบยสถ์นอร์ทเธอดามได้รับการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 และมาสำเร็จในอีก 6 ปี ต่อมา สังเกตได้ว่าที่นี่ไม่มีการประดับกระจกเหมือนเช่นที่อื่นก็เพราะได้รับความเสียหายจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง นักท่องเที่ยวนิยมมาท่องเที่ยวที่นี่มาก เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ร่วม อันหมายถึงการเข้ามาของตะวันตก และสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองโฮจิมินห์

ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์
     สถานที่ตั้ง บริเวณกลางเมืองโฮจิมินห์ ใกล้กับโบถส์นอรท์เธอดาม
    
สำหรับไปรษณีย์กลางแห่งนี้ได้รับการออกแบบแลก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศสและได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงามด้วยกระจกสี ได้รับการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2439 และสำเร็จในปี พ.ศ. 2444 ซึ่งที่นี่ยังเป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามอีกด้วย มีความโอ่โถงและอ่อนช้อยแต่มั่นคง จนทำให้นักออกแบบมากมายต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคารแห่งนี้
    
เมื่อเข้าไปภายในอาคารไปรษณีย์จะพบกับความโอ่โถงของตึก ภายใต้การออกแบบก่อสร้างสไตล์ยุโรป ที่เน้นความอลังการและหรูหราภายใต้หลังคาโค้ง มีการประดับภาพแผนที่ทางทะเลโยราณ และที่ขาดไม่ได้คือภาพอดีตของผู้นำประทศโฮจิมินห์ โดยภายในมีบริการหลายด้านทั้งส่งจดหมาย แสตป์เพื่อการสะสมโปสการด์ โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐาน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองนี้ต่างเข้าไปสัผัสบรรยากาศภายในไปรษณีย์เพื่อเก็บความประทับใจของอาคารสไตล์ยุโรปแห่งนี้

ฮอยอันเมืองโบราณ
     ฮอยอันเคยเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย และ มีความสำคัญในยุคที่ 16 และ 17 อารยธรรมจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน ฮอลแลนด์ อินเดีย และ ฯลฯ สามารถมองเห็นร่องรอยของความรุ่งเรืองในอดีตได้จาก สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ที่ยังคงหลงเหลือให้ได้ศึกษาอยู่บ้างไม่ว่าจะเป็นจากถนน หรือ อาคารบ้านเรือน วัด คุณจะได้เห็นประเพณีที่เก่าแก่และความเป็นเอกลักษณ์ที่เฉพาะของเวียดนาม ที่นี่ ที่ ฮอยอัน ิ์

เมือง ดาลัด เวียดนาม  ดาลัด 
ดาลัดเมืองเล็กๆของที่ราบสูงเวียดนาม ตั้งอยู่ในจังหวัดลามดง มีบรรยากาศที่สวยงาม ในอดีตเป็นเพียงดินแดนไกลปืนเที่ยง ซึ่งชาวบ้านอยู่กันอย่างสงบที่ไม่มีความเจริญของเมืองใหญ่มากล้ำกลาย แต่แล้วเมืองในหุบเขาเล็กๆก็ต้องเริ่มเปิดเผยความบริสุทธิ์ให้คนภายนอกได้ประจักษ์ เมื่อชนชั้นการปกครองของฝรั่งเศสได้เข้ามาสัมผัส จึงได้พัฒนาพื้นที่ต่างๆขึ้นมาเพื่อการพักผ่อน นำข่าวสารแห่งความงามของดินแดนกลางหุบเขาไปบอกกเล่วให้กับคนอีกซีกโลกได้รับรู้     

เมื่อพวกเขาหมดภารกิจแห่งอินโดจีน ปัจจุบันดาลัดกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว มีทะเลสาบ, สวนสาธารณะ, หอไอเฟลจำลอง มหาวิทยาลัยอีกมากมายและยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่มาฮันนีมูน มีดอกไม้หลากหลาย นานาพันธุ์ ที่นี้คุณจะได้เห็นความเป็นธรรมชาติอย่างใกล้ชิด สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนดาลัด ได้แก่

พระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดิเบ๋าได่
    
สถาน
ที่ตั้ง อยู่นอกเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร สามารถใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างได้
      พระรชวังฤดูร้อนของพระเจ้าเบ๋าได่ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนามได้รับการออกแบบและปลูกสร้างอยู่ใต้ร่มเงาของทิวสนใหญ่ ซึ่งพระราชวังแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างถึง 5 ปี โดยเริ่มต้นก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2476 ซึ่งภายในตัวตึกมีห้องของพระเจ้าบ๋ำด่ พระมเหสี พระโอรส ธิดา และมีห้องสำหรับทรงงานซึ่งมีโทรศพท์วางอยู่สองเครื่องด้วยกัน อีกเครื่องคาดว่าน่าจะเป็นของเหวีนวันวันเทียว อดีตประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ หลังจากปี พ.ศ. 1975 พระเจ้าเบ๋าได่เสด็จออกจากประเทศเวียดนามไปพำนักยังประเทศฝรั่งเศส พระราชวังแห่งนี้จึงกลายเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ชั้นบนยังมีห้องบรรทมอีกด้วย ทุกห้องสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของผืนป่าสนอันเขียวชอุ่มได้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเยือนพระราชวังแห่งนี้เพราะอยากทราบที่ประทับของจักรพรรดิว่าป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อได้เห็นด้วยตาก็ได้รับความประทับใจกลับไปถ้วนหน้า

ทะเลสาบซวนฮวาง
     สถานที่ตั้ง
บริเวณกลางเมืองดาลัด
      ในยุคอาณานิคมทะเลสาบแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสนามกอล์ฟที่สุดแสนจะสวยงามของเวียดนาม แต่เดี๋ยวนี้เหมาะอย่างยิ่งในการพักผ่อนและชมวิถีชีวิตของคนดาลัดที่ผ่านทะเลสาบซวนฮวงตลอดทั้งวัน ซึ่งจะได้พบกับความน่ารักของชาวเมืองที่อยู่กันในแบบสังคมเกษตรซึ่งมีชีวิตประจำวันไม่เร่งรีบนักและหากคุณมานั่งอยู่ริมทะเลสาบแห่งนี้ นอกจากผู้คนแล้ว ยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองที่มีต้นสนแซมอยู่ทุกบริเวณได้รอบทิศทางอีกด้วย ยิ่งในยามเย็นยิ่งมารอชมพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาริมทะเลสาบ หรือจะปั่นจักรยานน้ำก็น่าสนใจไม่น้อย แต่หากหิวก็มีร้านอาหารมากมายไว้คอยบริการ เรียกส่าอากาศหนาวๆ อาหารอร่อยๆกับการชมพระอาทิตย์ที่สุดแสนโรแมนติก ในเมืองที่มีความหอมหวานของบรรยากาศแห่งการพักผ่อนอยู่ทุกพื้นที่

ทะเลสาบพาราไดซ์ เวียดนาม  ทะเลสาบพาราไดซ์
     สถานที่ตั้ง
อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองดาลัด 5 กิโลเมตร แนะนำให้เลือกใช้มอเตอร์ไซต์รับจ้างมาส่งที่เคเบิ้ลคาและข้ามไปยังทะเลสาบด้วยเคเบิ้ลคาร์จะสะดวกกว่า ขากลับก็ข้ามกลับมาด้วยวิธีเดิม เพราะทางฝั่งทะเลสาบหารถรับจ้างอยาก
     สำหรับทะเลสาบพาราไดซ์หรือตู้เหยียนลัม เป็นหนึ่งในบริเวณที่ควรหาเวลามาพักผ่อนหย่อนใจ เพราะสามารถมองเห็นทะเลสาบสีเขียวมรกตกับทิวสนที่ยืนต้นตระหง่านปกคลุมทุกขุนเขา

เป็นภาพที่ชวนประทับใจยิ่งนัก แนะนำให้เดินทางมาโดยใช้เคเบิ้ลคาร์ ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพทของเมืองดาลัดได้ทั้งเมือง ทั้งยังเห็นหลังคาป่าที่แสนงดงามอีกด้วย ใช้เวลาอยู่เคเบิ้ลคาร์ราว 15-20 นาที ก็ถึงสถานนีปลายทาง จากนั้นก็เดินขึ้นมาอีกนิดก็จะพบวัดพุทธของเวียดนาม ทว่าแต่งกานคล้ายกับพระจีนมาก ที่นี่เรียกว่าเจดีย์Thien Vuong เดินตามบันไดลงไปเพียงไม่กี่อึดใจก็ถึงจุดชมวิวทะเลสาบแล้ว ซึ่งก็ต้องยอมรับในความงามอย่างแท้จริง เมื่อได้มาสัมผัสกับความงามแห่งผืนน้ำในยามที่สายลมเย็นโบยผ่านจากทิวสน เชื่อว่าอาจจะเป็นอีกหนึ่งความประทับใจในการมาเยือนดาลัน

น้ำตกฟงกัว เวียดนาม น้ำตกฟงกัว
     สถานที่ตั้ง อยู่ห่างจากดาลัดทางทิศใต้ราว 55 กิโลเมตร แนะนำให้ซื้อแพกเกจแบบวันเดย์ทัวร์ หรือเช่ารถมอเตอร์ไซด์ หากเหมารถไปไม่คุ้มค่าแน่นอน
    
น้ำตกฟงกัว จัดว่าเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามที่สุดในดาลัด เนื่องจากสามารถวัดออกมาด้วยความสูงกว่า 30 เมตรและกว้างกว่า 100 เมตร ซึ่งมีสายน้ำไหลลงมาจากหน้าผามหาศาลในช่วงฤดูฝน ส่วนในช่วงฤดูหนาวสายน้ำที่นี่จะขาวสวยพอเหมาะ ทว่าหลังจากฝนตกใหม่ๆสายน้ำจะนำก้อนดินมาด้วยทำใหน้ำตกแห่งนี้กลายเป็นสายน้ำตกสีขุ่นไป แต่ก็ได้ความยิ่งใหญ่เป็นการทดแทน
    
สำหรับการมาเยือนน้ำตกแห่งนี้ หลังจากถึงลานจอดรถเรียบร้อยก็เดินลงมาตามบันไดคอนกรีตที่ทอดตัวเลาะไหล่เขาจนลงไปสุดจนด้านล่าง เปรียบเสมือนสิ่งเชื่อมต่อที่นักเดินทางได้เห็นธรรมชาติแสนงดงามและยิ่งใหญ่ จนไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความงดงามของน้ำตกแห่งนี้
    
บริเวณด้านหน้าน้ำตกมีร้านจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่มอยู่หลายร้านให้คุณได้สัมผัสความงดงามให้เต็มอิ่ม โดยมีโต๊ะและเก้าอี้อยู่ริมคลองนั่งจิบน้ำอ้อย มองดูน้ำตกใหญ่ๆสวยๆอย่างนี้ มันเป็นอารมณ์แห่งความงดงามของชีวิตจริงๆ


นครเว้
อดีตมหานครที่ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์เหวียน

พระราชวัง เหวียน เวียดนาม      อดีตนครจักรพรรดิหรือพระราชวัง
 ที่จักรพรรดิยาลอง องค์ปฐมกษัตริย์
 แห่งราชวงศ์เหวียนเป็นผู้สถาปนาขึ้น
 เมืองแห่งนี้ได้รับการบันทึกไว้หลัง
 จากอาณาจักรจามปาล่มสลายลง
     เดิมเมืองเว้นั้นเป็นเมืองเล็กๆที่ตั้ง
 อยู่ใจกลางของประเทศเวียดนาม อยู่
 ในความปกครองของขุนนางเหวียน
 ฮวาง (Nguyen Hoang) ในแผ่น
 ดินของราชวงศ์เล แต่ราชวงศ์
 ปกครองได้ไม่นานก็เกิดสงครามแบ่ง
 แยกดินแดนขึ้น ทางตอนเหนือตกไป
 อยู่ในการปกครองของขุนนางตริงห์
 และทางตอนใต้ตกอยู่ในการปกครอง
 ของขุนนางเหวียน ต่อมาได้ขัดแย้ง
 กันและได้เกิดสงครามขึ้นมา

พี่น้องตระกูลเตยเซินก่อกบฏขึ้นและยึดเวียดนามได้ทั้งหมด เหวียนฉวางหรือที่คนไทยรู้จักพระองค์ในชื่อว่า องเชียงสือ ซึ่งเป็นผู้ปกครองเวียดนามใต้อยู่ในขณะนั้น จึงได้ลี้ภัยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนานถึง 4 ปีแล้วกลับมาปราบกบฏลงได้ในปี พ.ศ. 2345 และรวบรวมดินแดนทางตอนเหนือและตอนใต้เข้าไว้ด้วยกัน โดยเรียกชื่อเสียใหม่ว่า เวียดนาม พร้อมกับสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิยาลองแห่งราชวงศ์เหวียนขึ้นปกครองเมืองเว้ซึ่งเป็นราชธานี
     แต่หลังจากที่พระเจ้ายางลองปกครองเวียดนามได้เพียง 33 ปี ฝรั่งเศสก็บุกเข้าโจมตีเมืองเว้ ในช่วงนี้จักรพรรดิผลัดกันขึ้นสู้บัลลังก์ในช่วงสั้นๆ การเดินขบวนต่อต้านฝรั่งเศสและการต่อสู้กับจักรพรรดินิยมถูกติดตามมาด้วยการยึดครองของญี่ปุ่นในมหาสงครามเอเชียบูรพาเมื่อปี พ.ศ. 2488 และในสิงหาคมปีเดียวกันนี้เองที่พระเจ้าเบ๋าได่ ได้สละราชสมบัติเป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์เหวียน ต่อมาเมืองเว้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนามใต้ตามการแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน และได้เสื่อมสลายลงภายใต้การปกครองของรัฐบาลโงดิงห์เดียม นครแห่งจักรพรรดิต้องประสบกับความเสียหายอย่างหนัก ระหว่างการบุกเข้าโจมตีของเวียดกงในช่วงเทศกาลเต็ดเมื่อปี พ.ศ. 2511 ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทุกเมืองในเวียดนามใต้ และเหตุการณ์ครั้งนั้นเองก็ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาถอนกองกำลังออกจากเวียดนาม และในที่สุดก็ทำให้เวียดนามเหนือลงมายึดเวียดนามใต้และรวมกันเป็นหนึ่งได้สำเร็จ
     แม้ว่าเมืองเว้จะได้รับความเสียหายจากพิษภัยของสงครามลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของนครจักรพรรดิอยู่อีกไม่น้อยเช่นกัน แต่ละแห่งล้วนมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้นักเดินทางได้เข้าไปเยี่ยมชม ตั้งแต่พระราชวัง สุสานจักรพรรดิ ตลอดตนแม่น้ำหอม แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านใจกลางเมืองและด้วยความเจริญรุ่งเรืองในอดีต โบราณสถานอันงดงามและทรงคุณค่า วัฒนธรรมที่มีแบบฉบับของตนเอง เว้จึงได้รับการยืนยันจากองค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2536 สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมเยือนเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำหอมที่ไม่ได้สูญหายไปพร้อมกับกาลเวลาแห่งนี้  เมืองแห่งประวัติศาสตร์ใจกลางเมืองเวียดนาม เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าตื่นตาของพระราชวัง สุสานของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน ตลอดจนป้อมปราการที่ตั้งสง่างามอยู่ใจกลางเมือง แม้ว่าเมืองเว้จะได้รับความเสียหายจากพิษภัยของสงครามไปบ้าง แต่ก็ยังคงเหลือร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองสมกับเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม
     สถานที่ตั้ง : เมืองเว้ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ เชื่อมโยงเขตอันอุดมสมบูรณ์อันกว้างใหญ่ขิงดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางภาคใต้ และดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงทางภาคเหนือ อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ 12 กิโลเมตร มีพรมแดนติดกับลาวทางภาคตะวันตก อดีตเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามตั้งแต่ พ.ศ. 2345 - พ.ศ. 2488 และเมืองนี้ก่อตั้งโดยกษัตริย์ราชวงศ์เหวียน แม้ว่าความเก่าแก่จะไม่เท่ากับเมืองหลวงอย่างฮานอยที่มีอายุเก่าแก่กว่า 900 ปี แต่เมืองเว้กลับยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและโบราณสถานอันสง่างามไว้ได้อย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากชาวเวียดนามจะกล่าวว่า หากอยากรู้จักเวียดนามต้องมาเยือนเมืองนี้ โดยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอมที่ไหลผ่านกลางเมือง                                                                                            
     การเดินทางจากประเทศไทย
1. ทางรถยนต์ : จากตัวอ.ในจังหวัดมุกดาหาร ข้ามแม่น้ำโขงมายังแขวงสะหวันนะเขตในประเทศลาว จากนั้นให้นั่งรถประจำทางบริเวณสถานีขนส่งแขวงสะหวัดนะเขต มาตามทางหลวงหมายเลข 9 ไปยังด่านลาวบ่าวพรมแดนประเทศเวียดนามระยะทาง 250 กิโลเมตร เข้าสู่ประเทศเวียดนาม จากนั้นนั่งรถอีก 160 กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ก็จะถึงตัวเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม รวมระยะทางทั้งหมดจากจังหวัดมุกดาหารไปยังเมืองเว้ประมาณ 410 กิโลเมตร
2. ทางอากาศ : ปัจจุบันยังไม่มีสายการบินใดเปิดให้บริการสู่เมืองเว้ คุณต้องใช้บริการของสายการบิน พีบี แอร์ เพื่อมาลงยังสนามบินนานาชาติดานัง จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งเมืองดานังไปยังเมืองเว้ ระยะทางประมาณ 108 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง                                                                                                                
     การเดินทางภายในเมืองเว้
1. ทางบก : สำหรับพาหนะในการเที่ยวชมเมืองเว้ มีให้บริการอยู่หลายประเภทตั้งแต่ จักรยานที่มีให้เช่าตามโรงแรมใหญ่ๆ ราคาประมาณ 1 US$ ต่อวันเหมาะสำหรับผู้ที่จ้องการเที่ยวชมเมืองเว้ในบรรยากาศส่วนตัว ส่วนรถจักรยานยนต์นั้นมีให้เลือกทั้งแบบ เหมาเช่าขี่เองในราคา 50,000-70,000 ดองต่อวัน หรืออาจจะเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่มีให้บริการอยู่ตามตัวเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็สะดวกเช่นกัน ส่วนสามล้อถีบ หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า ซิโคล่ ดูจะเป็นพาหนะยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเวียดนาม เพราะคุณจะได้ชมทิวทัศน์ตัวเมืองอย่างใกล้ชิด โดยมีคนให้บริการปั่นอยู่ด้านหลังแนะนำให้ตกลงเรื่องสถานที่และเวลาให้เรียบร้อยก่อนออกเดิน
2. ทางน้ำ : สำหรับท่านที่มาเยี่ยมเยือนเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำหอม สิ่งหนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดคือการได้นั่งเรือล่องแม่น้ำหอม มีให้เลือกทั้งโปรแกรมล่องเรือชมสุสานจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียนและเจดีย์เทียนมู่ ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาในการเยี่ยมชมเพราะแต่ละแห่งอยู่ไกลกัน แต่สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อยอาจจะใช้บริการล่องเรือเพื่อชมวิวทิวทัศน์สองฝากฝั่งเพียงอย่างเดียวก็ได้
3. ส่วนโปรแกรมท่องเที่ยวทางน้ำที่ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมในการท่องเที่ยวคือการล่องเรือลำน้ำหอมที่มีให้บริการในยามเย็น โดยเรือจะไม่ล่องไปไกลเหมือนในตอนกลางวัน แต่จะล่องไปตามสายน้ำหอมเอื่อยๆ ท่ามกลางศิลปินนักร้องนักดนตรีที่มาบรรเลงเพลงพื้นเมืองให้ฟังกันสดๆด้วยเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของเวียดนาม โดยเรือจะมีให้บริการอยู่บริเวณริมแม่น้ำหอมใกล้ๆกับสะพานข้ามแม่น้ำหอมที่อยู่ใจกลางเมือง

พระราชวังเว้ เวียดนาม

 พระราชวังเว้ 
    ตั้งอยู่ภายในเมืองเว้ ตัว
 พระราชวังเว้ถูกสร้างขึ้นตาม
 แบบแผนความเชื่อของจีน ซึ่ง
 ได้รับอิทธิพลจากการอยู่ภายใต้
 การปกครองของจีนมาเป็นเวลา
 ร่วมพันปี โดยเริ่มที่ประตู้โหงะ
 โมน  ประตูใหญ่ทางทิศใต้ทาง
 ทิศใต้ของพระราชวัง ที่อยู่เหนือ
 ซุ้มประตูคือพระที่นั่งเลา หงู ฟุง
 หรือพระที่นั่งหงส์ทั้ง 5 ซึ่งใช้
 เป็นที่ประทับขององค์กษัตริย์
 ยามเสด็จออกดูแลความทุกข์
 สุขของราษฎรและใช้เป็นสถาน
 ที่ที่จักรพรรดิเบ๋าได่ทำการมอบ
 ตราพระราชลัญจกรอันเปรียบ
 เสมือนกับสัญลักษณ์แห่งพระ
 ราชอำนาจให้กับรัฐบาล
 สังคมนิยมเวียดนาม

สำหรับพระราชวัง ไทฮว่า ซึ่งมีลักษณะเป็นท้องพระโรงขนาดใหญ่สวยงามมาก เป็นสถานที่ที่ใช้จักการฉลองสำคัญต่างๆ ในพระราชสำนัก และใช้เป็นสถานที่รับรองเชื่อพระวงศ์ชั้นสูงรวมถึงนักการทูตจากต่างประเทศ สำหรับพระตำหนักเถเหมียว ถูกใช้เป็นสถานที่เก็บป้ายพระวิญญาณของกษัตริย์ทั้ง 13 พระองค์ ของพระองในพระราชังเหวียน ทุกๆปี ชาวเมืองเว้ จะพากันมาประกอบพิธีสักการะดวงพระวิญญาณของเหล่ากษัตริย์ ผู้สร้างอารยธรรมเว้ให้ชาวโลกได้รู้จักจวบจนทุกวันนี้ สำหรับส่วนต่างๆของพระราชวังเว้นั้นอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง เป็นอาคารส่วนที่เหลือรอดมาจากการต่อสู้กัน ครั้งสำคัญระหว่างเวียดนามทั้งสองฝ่ายในสงครามเวียดนามปีค.ศ. 1968 ที่เรียกกันว่า สงครามตรุษญวณ ผลจากการปะทะกันในครั้งนั้น ทำให้เขตพระราชฐานชั้นในหรือเรียกว่านครต้องห้าม ได้รับความเสียหายอย่างหนักภายในวัดเถเหมียว มีศาลเจ้าของจักรพรรดิราชวงศ์เหวียนที่ได้รับการตกแต่งอย่างยิ่งใหญ่ งดงาม ภายใต้หลังคากระเบื้องสีเหลืองสด ด้านหน้าเป็นที่ตั้งของโกศ ซึ่งเป็นตัวแทนของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หวียน 9 พระองค์                                                                                                                                  

สุสานจักรพรรดิ์ตือดึ๊ก เวียดนาม

สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก  
     จัรกพรรดิ์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์เหวียนผู้เป็นโอรสของพระเจ้าเถี่ยวตรี ตั้งอยู่ท่ามกลางความร่วมรื่นของทิวสนน้อยใหญ่ รายล้อมด้วยดอกบัวที่บานสะพรั่งทั่วทั้งทะเลสาบบลูเคียม ในอดีตพระองค์ทรงใช้เวลาว่างในตำหนักแห่งนี้เป็นที่แต่งบทกวีแห่งพักผ่อนหย่อนใจด้วยการล่องเรือตกปลา นอกจากสุสานพระเจ้าตือดึ๊ก จะขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงามลงตัวของสถานที่แล้ว ภายในยังเป็นที่ตั้งของโรงละครที่เก่าแก่ที่สุดในเวียดนามที่คุณไม่ควรพลาดมาชมเช่นกัน หลักศิลาจารึกภายในสุสานของพระเจ้าตือดึ๊ก เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของพระองค์ที่ทรงเป็นกษัตริย์นักกวีนิพนธ์ ส่วนเสาสี่เหลี่ยมทรงสูงทางด้านขวามือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ทรงเป็นจักรพรรดิในราชวงศ์เหวียนที่ครองราชย์นานที่สุด 

     สถานที่ตั้ง
 อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเว้ สุสานของพระเจ้าตือดึ๊ก แม้จะมีตัวอาคารไม่มากนัก แต่ก็มีความสวยงามลงตัวของสถานที่ ซึ่งตามบันทึกกล่าวว่าพระองค์ได้ทรงออกแบบเองเกือบทั้งสิ้น สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2407 ใช้เวลา 3 ปี จึงแล้วเสร็จ โดยใช้แรงงานคนถึง 3,000 คน พระเจ้าตือดึ๊กเป็นโอรสของพระเจ้าเถี่ยวตรีจักรพรรดิองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์เหวียนที่ทรงครองราชย์นานถึง 36 ปี จุดเด่นน่าชมของสุสานแห่งนี้ คือ ตำหนัก 2

แห่งภายใต้อาคารไม้เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบลูเคียม อันรายล้อมด้วยดอกบัวที่บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมไปทั่ว พระองค์ทรงใช้เวลาว่างในตำหนักแห่งนี้นิพนธ์บทกวีและพักผ่อนหย่อนใจด้วยการตกปลา ถัดมาที่ส่วนกลาวงของสุสานมีศิลาจารึกขนาดใหญ่ที่กล่าวถึงพระเกียรติคุณและเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นในรัชสมัย และอาคารทรงโรงขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นโรงละครสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ส่วนตัวสุสานของพระองค์นั้นอยู่ด้านในสุด รายล้อมไปด้วยความร่มรื่นของทิวสน ต้นไม้ที่แสดงถึงความเป็นอมตะ เพราะมีต้นไม้เพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่มีใบเขียวตลอดปี ชาวเวียดนามจึงนำไปเปรียบเทียบกับความเป็นอมตะขององค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน  

สุสานจักรพรรดิมินห์มาง เวียดนาม  สุสานจักรพรรดิมินห์มาง         
    
ด้านหน้าก่อนถึงตำหนักของพระเจ้ามินห์มาง มี
 รูปสลักหินเป็นเหล่าขุนนาง ทหาร และสัตว์ต่างๆ
 ผลงานชิ้นยอดของช่างฝีมือนิรนามหลายคน ความ
 โดดเด่นของสุสานพระเจ้ามินห์มาง คือการผสม
 ผสานความสวยงามของธรรมชาติเข้ากับ
 สถาปัตยกรรมที่งามสง่า สุสานอันยิ่งใหญ่ของพระ
 เจ้ามินห์มาง  ทรงสร้างเสร็จภายหลังพระองค์สิ้น
 พระชนม์ไปแล้ว 3 ปี นับเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่
 ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้าง ถึง 40 แห่ง ตั้งแต่
 พระราชวัง ตำหนัก และวัดต่างๆ จุดเด่นน่าชมอยู่
 ตรงสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำสู่ตำหนักที่งดงาทและ
 มีความสำคัญที่สุดภายในสุสานแห่งนี้

     สถานที่ตั้ง บริเวณปากน้ำตาตรัคและหูตรัค ซึ่งเป็ฯสาขาของแม่น้ำหอมมาบรรจบกัน บริเวณหมู่บ้านบานเวียด การก่อสร้างสุสานแห่งนี้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2383 หรือ 1 ปี ก่อนสิ้นพระชนม์ และสำเร็จลงโดยพระเจ้าเถี่ยวตรี รัชทายาทของพระองค์ในปี พ.ศ. 2386 พระเจ้ามิงห์หม่างเป็นพระโอรสองค์ที่ 4 ของพระเจ้ายาลอง และเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ในราชวงศ์เหวียน พระองค์ทรงสร้างนครจักรพรรดิและได้รับการยกย่องอย่างสูงจากการที่ทรงปฏิรูปขนบธรรมเนียมประเพณีและเกษตรกรรม พระองค์ทรงยึดมั่นในแบบแผนการบริหาร การปกครองตามแบบจีน โดยการให้หัวเมืองต่างๆ มาขึ้นตรงต่อราชสำนัก รวมทั้งนโยบายต่อต้านฝรั่งเศสและปราบปรามพวกนอกศาสนาอย่างรุนแรง ซึ่งนโยบายนี้เองที่ทำให้เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

     การเที่ยวชม จุดแรกของการเยี่ยมชม คือ บริเวณลานกว้างที่มีรูปสลักหินของเหล่าบรรดาช้าง ม้า ทหาร และขุนนาง ที่ตั้งเรียงรายอยู่ สองฟากฝั่งผลงานชิ้นยอดของช่างฝีมือนิรนามหลายคน ถัดเข้ามาเป็นศิลาจารึกที่ตั้งแท่นบูชาดวงพระวิญญาณ และพระตำหนักด้านในที่แวดล้อมไปด้วยบึงน้ำและสวนอันร่มรื่น ซึ่งจากพระตำหนักนี้เอง สามารถมองเห็นหลุมฝังพระศพเป็นเนินดินวงกลมขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยรั้วสูง แต่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าตำแหน่งของที่ฝังพระศพที่แน่นอนนั้นอยู่ตรงไหน เพราะไม่อนุญาตให้ผู้ใด นอกจากผู้ที่ทำการฝังพระศพเข้าไปและผู้ที่ทำการฝังพระศพนั้นจะต้องฆ่าตัวตายตามพระองค์ด้วยเพื่อเป็นข้าราชบริพารรับใช้พระองค์ในภพหน้า

นครจักรพรรดิ 
     โปรแกรมท่องเที่ยวสำคัญสำหรับการมาเยือนเว้ คือ การได้มาชมนครแห่งจักรพรรดิที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มรดกตกทอดอันยิ่งใหญ่และงดงามของราชวงศ์เหวียนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อของจีน ได้รับการออกแบบให้มรกำแพงล้อมรอบถึง 3 ชั้น จุดน่าสนใจแรกของการเที่ยวชมหลังจากที่คุณผ่านกิงห์แทงห์ หรือกำแพงชั้นนอกเข้าไปจะได้พบซุนทานกงหรือปืนใหญ่ 9 เทพเจ้าทางด้านขวามือ ซึ่งหมายถึง เทพ 5 องค์ ตัวแทนของธาตุโลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ส่วนอีก 4 องค์ เป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้ง 4 ใน 1 ปี ถัดทาเป็นกำแพงเหลืองซึ่งเป็นกำแพงชั้นกลางที่ล้อมรอบพระนครของจักรพรรดิ พระราชวัง วัด และสวนดอกไม้เอาไว้ ในส่วนนี้มีประตูทางเข้าที่ตกแต่งอย่างสวยงาม 4 ประตู ประตูสำคัญที่สุด คือ โหงะโมน หรือ ประตูเที่ยงวันที่สร้างขึ้นครั้งแรกด้วยหินแกรนิตในสมัยพระเจ้ามิงห์หม่าง เมื่อคุณผ่านโหงะโมน โดยข้ามสะพานน้ำทองซึ่งเคยถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิเท่านั้น คุณจะเจอกับพระราชวังไทฮวา อันเป็นวังสำคัญที่สุดในนครจักรพรรดิ ใช้สำหรับต้อนรับเชื้อพระวงศ์ระดับสูง และนักการทูตต่างประเทศ นอกจากนั้นพระราชสำนักยังใช้เป็นที่จัดงานฉลองสำคัญต่างเช่นกัน ส่วนวัดวาอารามภายในกำแพงแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อนอุทิศให้กับขุนนางหลายคนวัดสำคัญที่คุณ”ม่ควรพลาดชมคือวัเถเหมียว ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับผู้ปกครองในราชวงศ์เหวียน ด้านหน้าของวัดมีเฮียนลามกั๊ก หรือตำหนักแห่งความงดงามที่มีโกศของราชวงศ์ 9 โกศ ตั่งเรียงรายอยู่ข้างหน้า ตัวแทนของจักรพรรดิแต่ละองค์ในราชวงศ์เหวียน ถัดมาส่วนในสุดของจักรพรรดิคือ ตือกามแทงห์ หรือนครต้องห้ามของจักรพรรดิที่ถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิ และเชื้อพระวงศ์เท่านั้น โดยจะพำนักอยู่หลังกำแพงหนา 4 เมตร ประตูตั้ง 7ตามแนวกำแพงต่างมีหน้าที่เฉพาะอย่าง และถูกตั้งชื่อให้เป็ยเกีรติแก่พระราชกรณียกิจของจักรพรรดิองค์ก่อนๆ  
     โปรแกรมท่องเที่ยวที่คุณไม่ควรพลาดชมเมื่อมาเยือนเมืองเว้ เพราะคุณจะได้เห็นมรดกตกทอดจากราชวงศ์เหวียน อันยิ่งใหญ่ตั้งแต่ พระราชวังไทฮว่า อันเป็นวังสำคัญที่สุดในนครจักรพรรดิ ตำหนักที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ตลอดจนวัดวาอารามที่สร้างอุทิศให้กับขุนนางต่าง

     ในสมัยราชวงศ์เหวียน ประตูที่มั่นคงแข็งแรงนี้เคยใช้เป็นป้อมปราการข้าศึก  ทว่าปัจจุบันประตูแห่งนี้ได้กลับกลายเป็นเส้นทางเข้าออกที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมาหาสู่กันและเป็นจุดเริ่มต้นของนักท่องเที่ยวในการเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ของนครจักรพรรดิแห่งนี้

สุสานจักรพรรดิไคดิงห์
     โปรแกรมเยี่ยมชมสุสานในเมืองเว้จะไม่สมบูรณ์แบบเลย หากคุณไม่ได้มาเยือนสุสานของพระเจ้าไคดิงห์ เพราะเพียงเป็นสุสานเดียวที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันออกเข้ากับสถาปัตยกรรมตะวนัตก ด้วยทรงเป็นจักรพรรดิในราชวงศ์เหงียนพระองค์เดียวที่ได้เดินทางไปประเทศฝรั่งเศส สุสานแห่งนี้สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 11 ปี  พระเจ้าไคดิงห์เป็นพระบิดาบุญธรรมของพระเจ้าเบ๋าได่  ทรงครองราชย์อยู่ 9 ปี ทางเดินขึ้นสุสานได้รับการตกแต่งเป็นบันไดมังกรอันโอ่อ่าที่จะพาคุณขึ้นไปสู่วานชั้น 1 จากนั้นมรบันไดต่อไปยังลานชั้นสองมี่เรียงรายด้วยรูปปั้นหิน ของช้าง ม้า ข้าราชการทหารและพลเรือน กลางลานมีแผ่นจารึกเขียนด้วยอักษรจีน นิพนธ์โดยพระเจ้าเบ๋าได่ เพื่อรำลึกถึงพระบิดาของพระองค์ ส่วนด้านบนสุดเป็นพระราชวังเทียนดิงห์ ภายในมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกระเบื้องสีปูพื้น จิตรกรรมฝาผนังภาพ มังกรในม่านเมฆ ขนาดใหญ่ที่วาดด้วยศิลปินที่เขียนภาพด้วยเท้า ประดับอยู่บนเพดานหลังห้องโถง ส่วนทางด้านซ้ายและทางด้านขวาเป็นภาพเฟรสโกอันเต็มไปด้วยสีสันที่ตกแต่งด้วยการฝังกระจกสีและแระเบื้องนับพันชิ้น แสดงถึงเรื่องราวมากมายของสัตว์ ต้นไม้ และ ดอกไม้ ตลอดจนรูปปั้นสำริดขนาดเท่าองค์จริงของพระเจ้าไคดิงห์ ซึ่งสร้างที่ฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2465 ตั้งอยู่บนยกพื้นด้านบนของสุสาน

เจดีย์เทียนมู่ เวียดนาม  เจดีย์เทียนมู่ 
     วัดเทียนมู่ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของริมแม่น้ำหอมทางไปสุสานของพระเจ้ามินห์หม่าง วัดแห่งนี้นับเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนานิกายเชน จุดเด่นที่สุดของวัดแห่งนี้คือ เจดีย์เทียนมู่ เจดีย์ทรงเก๋ง 8 เหลี่ยม สูงลดหลั่นกัน 7 ชั้น แต่ละชั้นเป็นตัวแทนของชาติภพต่างๆของพระพุทธเจ้า ส่วนทางฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่ตั้งของศิลาจารึกและระฆังสำริดขนาดใหญ่หนักถึง 2,000 กิโลกรัม ถัดมาทางด้านหลังของเจดีย์เป็นประตูทางเข้าสู่บริเวณภายในวัด มีรูปปั้นเทพเจ้า 6 องค์คอยยืนเฝ้าปกป้องไม่ให้ความชั่วร้ายเข้ามาเยือน และวัดแห่งนี้ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการเมืองในช่วงยุคหลังของเวียดนาม เมื่อพระภิกษุทิกกวางหยุก เจ้าอาวาสของวัดเทียนหมุได้ใช่รถออสตินสีฟคันเล็กไปเผาตัวเองที่กลางกรุงไซง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน ในช่วงสายของวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2506 เพื่อประท้วงการฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาลโงดินห์เดียมที่เป็นคาทอลิกที่ใช้ความรุนแรงขัดขวางการฉลองวันวิสาขบูชาของประชาชนในประเทศ ปัจจุบันรถออสตินสีฟ้าคันนั้นได้ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ภายในวัดแห่งนี้

นั่งเรือกาเว้ล่องลำน้ำหอม
     แม่น้ำหอมหรือที่ชาวเวียดนามออกเสียงว่า ซงเฮือง  กำเนิดมาจากต้นน้ำที่อุดมไปด้วยดอกไม้ป่าที่ส่งกลิ่นหอมและร่วงหล่นลอยลงมากัยสายน้ำ แม่น้ำหอมเป็นแม่น้ำสายสั้นๆน้ำจึงไม่ลึกแต่ใสสะอาด ไหลผ่านธรรมชาติที่งดงามสองฟากฝั่ง ทั้งแมกไม้ วัดวาอาราม รวมถึงสุสานจักรพรรดิหางราชวงศ์เหงียน การนั่งเรือกาเว้ล่องลำน้ำหอมจึงนับเป็นโปรแกรมท่องธรรมชาติที่คุณไม่ควรพลาด มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ การล่องเรือไปตามลำน้ำเพื่อแวะขึ้นชมพระราชสุสานของเหล่าจักรพรรดิราชวงศ์เหงียน แต่หากมีเวลาน้อย นักท่องเที่ยวนิยมล่องเรือในช่วงระยะเวลาสั้นๆ จากตัวเมืองเว้สู่สัดเทียนหมุ เพื่อเจดีย์ 8 เหลี่ยม 7 ชั้นอันงดงาม ระหว่างทางคุณยังจะพบกับหมู่บ้านชาวน้ำให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ชาวบ้านเหล่านี้ใช้เรือเป็นที่อยู่อาศัยตลอดชีวิต  มีอาชีพจับปลา ขุดทราย ในแม่น้ำมาขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ส่วนในยามเย็นนักท่องเที่ยวนิยมใช้เวลาหลังอาหารค่ำลงเรือล่องลำน้ำหอม โดยเรือจะไม่ล่องไปไกลเหมือนไกลเหมือนตอนกลางวัน แต่จะปล่อยให้เรือล่องลอยไปตามสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ท่ามกลางศิลปิน นักร้อง นักดนตรี ที่มาบรรเลงเพลงพื้นบ้านให้ฟังกันสดๆหนึ่งในโปรแกรมท่องเที่ยวยอดนิยมของการมาเยือนเมืองเว้ คือ การได้นั่งเรือกาเว้ล่องลำน้ำหอมยามเย็นไปพร้อมกับฟังดนตรีคีตศิลป์แบบราชสำนัก






                                      

 
 
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
Home About Us Hot Shot เรือสำราญ Photo Gallery Program Tour Webboard Entertain Contact Site Map ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 11/4521
           Copyright 2005 Indochina Explorer (Thailand) Co., Ltd. Tel. (+66) 0 2814-9585, 0 2814-9586   E-Mail : indochinaexplorer@hotmail.com    Powered by EiEi Co., Ltd.